วินัยป่วย โรคตุ่มน้ำพอง ทีมแพทย์จุฬาฯ เผยรักษาหาย ข่าวลือถึงตายไม่จริง

วินัยป่วย

วินัยป่วย โรคตุ่มน้ำพอง ทีมแพทย์จุฬาฯ เผยรักษาหาย ข่าวลือถึงตายไม่จริง

จากกรณีที่ เมฆ-วินัย ไกรบุตร นักแสดงชื่อดัง หรือชื่อจริง นายหัฒศนัย ไกรบุตร ได้เข้ารับการรักษาอาการป่วยตุ่มน้ำพอง ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จนในช่วงแรกอาการเริ่มกลับมาดีขึ้น แต่เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา ต้องกลับเข้าไปนอนโรงพยาบาลอีกครั้ง เนื่องจากมีภาวะเม็ดเลือดขาวที่สูงขึ้นและมีผื่นกลับมาขึ้นมาบนผิวหนัง ต้องอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด

ล่าสุด เมื่อช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ของวันนี้ (5 ก.ค.) ทีมคณะแพทย์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 1210 ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถึงอาการป่วยของ วินัย ไกรบุตร ซึ่งถือว่าเป็นโรคที่หายากอัตราพบเพียงแค่ 1 ใน 4 แสนคนเท่านั้น

โดย ศ.ดร.นพ.ประวิตร อัศวานนท์ หัวหน้าสาขาวิชาตจวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และฝ่ายอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า

“โรคผิวหนังมีจำนวนหลายพันโรค เพราะผิวหนังเป็นอวัยวะที่อยู่ภายนอก เมื่อเกิด ผื่น ตุ่ม ฝี หรือมีร่องรอยต่างๆ มักจะเห็นได้ง่าย จึงทำให้มีการตั้งชื่อโรคผิวหนังต่างๆ มากมาย บางชื่ออาจไม่เป็นที่คุ้นหูมากนักสำหรับคนไทย อาทิ เพมฟิกอยด์ ทำให้เข้าใจว่าเป็นโรคใหม่ ทั้งๆ ที่จริงมีมานานแล้ว ร่างกายของแต่ละคนมักมีโอกาสทำงานผิดปกติ โดยที่ตนเองไม่รู้ตัว อาจเนื่องมาจากสาเหตุที่ระบบอื่นๆ ในร่างกายเข้ามาจัดการควบคุมดูแลกันเอง ทำให้ไม่มีอาการแสดงออกมา”

“ภูมิต้านทานของคนเรานั้นมีหน้าที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม และมะเร็ง คล้ายกับตำรวจ ทหาร ที่คอยปกป้องประเทศ ต้องฆ่าศัตรูโดยต้องไม่ทำร้ายประชาชนของตนเอง แต่บางครั้งภูมิต้านทานเหล่านี้ก็จำผิด เลยกลับมาทำอันตรายอวัยวะของตนเองทำให้เกิดโรคแพ้ภูมิ ตัวเองขึ้น ในส่วนของโรคตุ่มน้ำพอง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่พบได้ไม่บ่อย แต่ก็ไม่ใช่โรคหายาก”

“สาเหตุเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่มาทำลายโครงสร้างที่ทำหน้าที่ยึดเซลล์ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังหลุดออกจากกันกลายเป็นตุ่มน้ำและแผลถลอก รอยโรคสามารถพบได้ทั้งผิวหนังและเยื่อบุ โรคที่พบบ่อย มี 2 กลุ่ม ได้แก่ โรคเพมฟิกัสและโรคเพมฟิกอยด์ โรคเพมฟิกัส มักพบในช่วงอายุ 50-60 ปี มีความผิดปกติที่ชั้นผิวหนังกำพร้า จะเกิดในผิวหนังชั้นตื้นกว่า แต่อาจกินบริเวณกว้าง ผู้ป่วยจึงมีแผลเสมือนถูกน้ำร้อนลวกเป็นบริเวณกว้าง และผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีแผลถลอกในช่องปากร่วมด้วย มีอาการเจ็บ และอาจพบแผลถลอกที่เยื่อบุบริเวณอื่นได้ เช่น ทางเดินหายใจ เยื่อบุช่องคลอดและอวัยวะเพศ ที่ผิวหนังมีลักษณะเป็นตุ่มน้ำ แตกได้ง่าย กลายเป็นแผลถลอก บาคาร่า มีอาการปวดแสบมากเมื่อแผลหายมักทิ้งรอยดำโดยไม่เป็นแผลเป็น”

“โรคเพมฟิกอยด์พบได้บ่อยกว่าโรคเพมฟิกัส มักพบในอายุมากกว่า 60 ปี หรือผู้สูงอายุเกิดจากมีการหลุดลอกของชั้นหนังกำพร้าออกจากชั้นหนังแท้ จะเกิดการแยกชั้นของผิวหนังที่ลึกกว่า แต่ก็มักจะกินบริเวณไม่กว้างมากนัก ผู้ป่วยมักมาด้วยอาการผื่นแดงคันนำมาก่อน ต่อมาเริ่มมีตุ่มน้ำใสขนาดต่างๆ กัน โดยตุ่มน้ำมีลักษณะพอง แตกยากหรืออาจแตกออกเป็นแผลถลอก รอยโรคที่เยื่อบุพบได้น้อยกว่าโรคเพมฟิกัส และมักไม่เจ็บ โดยทั่วไปความรุนแรงของโรคมักน้อยกว่าเพมฟิกัส”

วินัยป่วย โรคตุ่มน้ำพอง ทีมแพทย์จุฬาฯ เผยรักษาหาย ข่าวลือถึงตายไม่จริง

“โรคตุ่มน้ำพองมักต้องอาศัยการตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยาร่วมกับการตรวจทางอิมมูนเรืองแสงในการวินิจฉัยโรคด้วย ยาที่ใช้รักษาเป็นหลักคือยาคอร์ติโคสเตียรอยด์และยากดภูมิคุ้มกัน ในโรคเพมฟิกอยด์ที่มีอาการไม่รุนแรง อาจใช้ยาทาคอร์ติโคสเตียรอยด์หรือยากลุ่มที่ไม่ใช่ยากดภูมิคุ้มกัน ในรายที่ตุ่มน้ำหรือแผลถลอกมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน อาจจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย โรคตุ่มน้ำพองมีการดำเนินโรคค่อนข้างเรื้อรังเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี หลังจากโรคสงบแล้วอาจเป็นซ้ำได้ ในกรณีที่สงสัยว่าจะเป็นโรคตุ่มน้ำพอง แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อจะได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรค”

“คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรค ควรทำความสะอาดร่างกายอย่างสม่ำเสมอ บริเวณที่เป็นแผลให้ใช้น้ำเกลือ (Normal saline)ทำความสะอาด ไม่แกะเกาผื่นเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ผู้ป่วยที่มีแผลในปาก ควรงดอาหารรสจัด งดรับประทานอาหารแข็ง เช่น ถั่ว ปลาแห้ง ของขบเคี้ยว เนื่องจากอาจกระตุ้นการหลุดลอกของเยื่อบุในช่องปาก หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ ไม่ควรใส่เสื้อผ้ารัดคับ เพื่อลดการถลอกที่ผิวหนัง หลีกเลี่ยงแสงแดด และความเครียด ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญ”

“ทั้งนี้ ผู้ป่วยต้องมารักษาต่อเนื่องมาตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ ทานยาต่อเนื่อง ไม่ควรลดหรือเพิ่มยาเองและดูแลรักษาแผลอย่างถูกวิธี จะช่วยให้โรคสงบได้เร็วขึ้น ทำให้ผู้ป่วยสามารถดำรงชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป ไม่มีรอยโรคใหม่เกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ทีมแพทย์ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สักถามข้อสงสัย

คุณหมอประเมินการรักษาไว้อย่างไร ?

“โดยทั่วไปเราดูคนไข้เป็นคนๆ บางทีการประเมินข้อมูลรวมๆ มันจะบอกยาก อย่างคุณวินัยเองก็ต้องดูอาการต่อเนื่องกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราทราบคือ เพมฟิกอยด์ ที่เป็นในผู้สูงอายุจะง่ายกว่าคนที่เป็นในช่วงอายุที่ไม่ได้มาก บางทีต้องดูไปตามระยะยาว ไม่ใช่ดูวันต่อวัน หรือสัปดาห์ต่อสัปดาห์ อย่างน้อยที่สุดต้องดูกันประมาณ 3 เดือนครับ ต่อไปก็เป็น 6 เดือน อะไรก็ว่ากันไป”

“แต่โรคนี้อย่างที่เรียนว่าภูมิต้านทานคนเรามันควบคุมตัวเองได้ บางทีหลายๆ ท่านจะเข้าสู่ช่วงสงบยาวๆ เลย จนเรียกว่าหายได้ แต่โรคตระกูลนี้เขาไม่ได้เรียกว่าหายสนิท เขาเรียกว่าสงบ บางครั้งสงบไปนานๆ จนถึงคล้ายว่าหายขาด”

โอกาสที่คนอายุน้อยๆ จะเป็นโรคนี้มีเยอะไหม ?

“มีโอกาสเป็นครับ แต่จะไม่เท่าคนอายุมากๆ ครับ บางทีคนเราอายุมาก การสร้างภูมิเพี้ยนบางตัวมันมากขึ้น ในขณะที่บางโรคมันจะเป็นในคนที่อายุน้อย มันแล้วแต่โรคครับ มันมีเป็นหมื่นโรคที่เกี่ยวกับภูมิ”

ที่คุณหมอบอกว่าโรคนี้อาจจะเป็นซ้ำได้ ปัจจัยที่จะทำให้เป็นซ้ำได้คืออะไร ?

“คือในคนที่เป็นแล้ว มีโอกาสเซลล์ที่ผิดๆ พวกนี้มันก็จะมาสร้างภูมิเพี้ยนๆ ใหม่ เพมฟิกอยด์มันก็หายไปนานๆ ได้ แต่วันดีคืนดีหลายๆ ปีมันอาจจะโผล่มา สิ่งที่จะบอกคนไข้ทุกคนคืออย่าไปคิดถึงจุดนั้น เพราะคนไปคิดว่าเดี๋ยวมันก็มาๆ แบบนี้มันจะทำให้ชีวิตเราจิตตก ดังนั้นไม่ต้องไปคิดถึงจุดนั้น ถ้าไปมันถึงจุดนั้น ก็รักษาใหม่ ด้วยวิทยาการที่ดีกว่าปัจจุบันก็ได้ อีก 8 ปี 10 ปี”

การออกกำลังกายเยอะมีส่วนให้เป็นโรคนี้ไหม ?

“จริงๆ ไม่น่ามี แล้วก็จริงๆ คุณเมฆก็โพสต์ในเฟซบุ๊ก ว่าโดนน้ำร้อนลวกมาก่อน ผิวหนังถลอก เป็นสาเหตุไหม อันนี้ก็ไม่เกี่ยวนะครับ เนื่องจากว่ากลไกตรงๆ หรือโรคตรงๆ มันเกิดจากภูมิที่อยู่ในเลือดเรา ที่มันเพี้ยนขึ้นมา ดังนั้นสิ่งที่อยากจะบอกคือไม่ต้องโทษอะไรเลย ไม่ต้องโทษว่ากินอาหารมื้อนั้นมา มันไม่ใช่การแพ้แบบนั้น ไม่ต้องโทษว่าไปขึ้นบีทีเอสแล้วมีคนจามใส่ แล้วติดเชื้อมา มันไม่ได้เป็นโรคติดเชื้อ มันเป็นโรคของตัวเราเอง ซึ่งบังเอิญสร้างภูมิผิดปกติขึ้นมา”